Google
 

Wednesday, September 12, 2007

นานาสาระ : วิธีทำให้ "ผอม"ที่เชื่อถือได้

หัวข้อที่เกริ่นไว้นี้ รวบรวมมาจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่ "วิธีลัด" แต่เขาบอกว่าเป็นวิธีที่เชื่อถือได้ พร้อมกันนี้ยังนำเอาตัวอย่างจากผู้สำเร็จด้วยวิธีนี้มาอ้างอิง วิธีที่น่าสนใจมีดังนี้ 1.ชั่งน้ำหนัก ทุกวันจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 12 ปอนด์ใน 2 ปี อันนี้เป็นผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ส่วนผู้ที่ชั่งสัปดาห์ละครั้งจะลดได้ครึ่งเดียวคือ 6 ปอนด์ (ใน 2 ปี) เหตุผลก็เพราะว่าการชั่งน้ำหนักจะทำให้เราทราบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักและปรับพฤติกรรมการกิน2.ห้ามดูทีวีเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ให้หากิจกรรมอื่นที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายแทน 3.กินอาหารที่มีเส้นใย 4 กรัมในทุกมื้ออาหาร เหตุผลก็คืออาหารที่มีไฟเบอร์หรือเส้นใย จะทำให้ร่างกายดูดซึมแคลอรีช้าลงโดยที่เราไม่หิวหรือรู้สึกขาดแคลน4.นอนให้เพียงพอ 7 ชั่วโมงต่อคืน ซึ่งเรื่องนี้เคยพูดกันมาหลายครั้งแล้วว่าการนอนไม่เพียงพอจะทำให้เราหิวกว่าปกติเนื่องจากระดับฮอร์โมนในการควบคุมความหิวจะลดต่ำลง 5.ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว ข้อนี้ทราบกันดี ว่าน้ำนอกจากช่วยขับถ่ายของเสียแล้วยังทำให้ประสิทธิภาพการเผาผลาญอาหารดีขึ้นถึง 30%6.อย่าทำงานเกิน 9 ชั่วโมง การนั่งทำงานเป็นเวลานานนอกจากทำให้ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวแล้ว ยังก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งไปส่งผลกระทบโดยตรงต่อฮอร์โมนในร่างกายสุดท้ายลดการกินอาหารประเภทแป้งขัดขาว น้ำตาลฟอกขาว เพราะจะทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและร่างกายดูดซึมได้เร็วและมาก

นานาสาระ : แพทย์ชี้ท่านอนตะแคงขวาดีสุด ช่วยให้หลับสบาย-ลดปวดหลัง


เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า ท่านอนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้หลับสนิทตลอดคืนและตื่นนอนด้วยความสดชื่น ไม่รู้สึกปวดเมื่อย ทั้งนี้ โดยปกติคนทั่วไปนิยมนอนหงาย เพราะเป็นท่ามาตรฐาน ซึ่งการนอนหงายที่เหมาะสม ควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควรอยู่แนวเดียวกับลำตัวเพื่อไม่ให้ปวดคออย่างไรก็ตาม ท่านอนหงายไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก ส่งผลทำให้การทำงานของหัวใจลำบากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากใครมีอาการปวดหลังอยู่แล้วการนอนหงายท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นด้วย"ท่านอนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับท่านอนอื่นๆ คือ ท่านอนตะแคงขวา เพราะท่านี้จะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวกและอาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี และยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย" นพ.ชนินทร์กล่าวนพ.ชนินทร์กล่าวว่า ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายที่จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้างและพาดขาไว้ เพื่อป้องกันอาการชาที่ขาซ้ายจากการนอนทับเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ท่านอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เกิดลมจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากอาหารที่ยังย่อยไม่หมดในช่วงก่อนเข้านอนคั่งค้างในกระเพาะอาหาร ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ทำให้ปวดต้นคอ ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ

ยกฐานะกิ่งอำเภอคลองเขื่อน เป็นอำเภอ มีผล 8 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2550 นายอานนท์ พรหมนารท ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานพิธีเปิดป้ายที่ว่าการอำเภอคลองเขื่อน ที่ได้รับการยกฐานะจากกิ่งอำเภอ เป็นอำเภอ มีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2550 ตามโครงการอำเภอเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 มีข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น พ่อค้า ประชาชน ร่วมงานเป็นจำนวนมาก อำเภอคลองเขื่อน เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอบางคล้า ต่อมาทางราชการมีความเห็นว่าอำเภอบางคล้ามีอาณาเขตกว้างขวาง และมีพลเมืองมาก ท้องที่บางตำบลอยู่ห่างไกลที่ว่าการอำเภอ ราษฎรมีความยากลำบากในการเดินทางมาติดต่อกับทางราชการ อีกทั้งการออกตรวจพื้นที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรได้ไม่ทั่วถึงและสภาพท้องที่โดยทั่วไปเชื่อว่าจะเจริญต่อไปในภายหน้า ดังนั้นในปี พ.ศ. 2536 จึงได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2536 แบ่งเขตพื้นที่อำเภอบางคล้า ตั้งเป็นกิ่งอำเภอคลองเขื่อน โดยมีเขตการปกครอง 5 ตำบล คือ ตำบลก้อนแก้ว ตำบลคลองเขื่อน ตำบลบางเล่า ตำบลบางโรง ตำบลบางตลาด จำนวน 30 หมู่บ้าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ได้แยกหมู่บ้านของตำบลบางโรง ตำบลบางตลาด ตำบลละ 1 หมู่บ้าน รวมเป็น 32 หมู่บ้าน ต่อมากระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นว่าสมควรที่จะตั้งเป็นอำเภอได้ จึงเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอ ต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอและบัดนี้ได้มีพระกฤษฎีกาตั้งอำเภอคลองเขื่อน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2550 แล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2550 เป็นต้นไป

Thursday, September 6, 2007

ประวัติองค์หลวงพ่อพุทธโสธร

ประวัติหลวงพ่อพุทธโสธร
ประวัติวัดโสธรวรารามวรวิหารและหลวงพ่อโสธร


วัดโสธรวรารามวรวิหาร(ภาพปัจจุบัน)

วัดโสธรวรารามวรวิหาร

ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า “วัดหงส์” สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อพุทธโสธร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวเมืองเคารพนับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง ตามประวัติเล่าว่า เป็นพระพุทธรูปปาฏิหาริย์ลอยทวนน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงว่าจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้ เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้จนมีลักษณะดังที่เห็นในปัจจุบัน ทุกวันนี้จะมีผู้คนมามนัสการปิดทองหลวงพ่อโสธรกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพระอุโบสถหลังเก่าของวัดมีสภาพทรุดโทรม และคับแคบ ทางคณะกรรมการวัดจึงมีมติให้รื้อพระอุโบสถหลังเก่า และสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดยอัญเชิญพระพุทธโสธรองค์จำลองไปประดิษฐานไว้ ณ อาคารชั่วคราว เพื่อเปิดให้ประชาชนได้มานมัสการตามปกติ ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2530 โดยมีสำนักงานโยธาจังหวัดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ลักษณะพระอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบรัตนโกสินทร์ประยุกต์ ขณะอยู่ในระหว่างดำเนินการตกแต่งยังไม่เสร็จ เปิดให้นมัสการวัดธรรมดาเวลา 07.00 – 16.15 น. วันหยุดเวลา 08.00 – 16.30 น. บริเวณวัดโสธรฯ มีบริการร้านค้าจำหน่ายอาหารและสินค้าของที่ระลึกจากจังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนั้นบริเวณท่าน้ำของวัดมีบริการเรือหางยาวรับส่งผู้โดยสารระหว่างตลาดในตัวเมืองและวัดโสธรฯ และเรือบริการท่องเที่ยวลำน้ำบางปะกง




ประวัติหลวงพ่อโสธร
เดิมวัดโสธรวรารามวรวิหาร มีชื่อว่า “วัดหงส์” มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยมีประวัติที่เล่าสืบทอดกันมายาวนานมาก ครั้งแล้วกาลเวลาก็ผ่านไปอีก แม่น้ำบางปะกงไหลกัดเซาะตลิ่งพังลงมาวัดหงส์จึงหมดไป จึงมีการสร้างวัดขึ้นใหม่ โดยสร้างถัดขึ้นมาห่างจากตลิ่งของแม่น้ำบางปะกงถอยร่นเข้ามาพอสมควร ตอนนี้เองจึงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดเสาธงทอน” ที่เปลี่ยนเป็นชื่อนี้ก็เพราะเสาหงส์ที่มีอยู่เป็นเสาธงนั้นหักลงมาอีก จึงพากันเรียกชื่อ “วัดเสาธงทอน” กันทันที กาลเวลาเนิ่นนานต่อมาอีกการเรียกก็เพี้ยนไปเรื่อย จึงเปลี่ยนเป็น “วัดโสธร” ความจริงวัดโสธรแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อปีใดก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน เพียงแต่ทราบว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเท่านั้นเอง แล้วก็สร้างในสมัยเดียวกับหลวงพ่อบ้านแหลมที่แม่กลองหรือสมุทรสงคราม ที่มีผู้คนบูชากราบไหว้เพราะความศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน มีเรื่องราวที่เล่าขานกันมานานแล้ว ในครั้งโบราณว่าในกาลครั้งนั้น ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีพระพุทธรูปลอยน้ำมา 3 องค์ด้วยกันที่แม่น้ำบางปะกง พอมาถึงบริเวณสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อว่าอะไรก็ไม่ประจักษ์ ก็มีชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาทั้ง 3 องค์ จึงเกิดเอะอะโวยวายขึ้น ให้ช่วยกันอัญเชิญขึ้นมาบนฝั่ง ด้วยการเอาเรือออกไปอัญเชิญด้วยการช่วยกันยกขึ้นเรือ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะยกเอาขึ้นมาไม่ไหว จึงเปลี่ยนวิธีการเป็นเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้ององค์พระทั้ง 3 องค์อย่างแน่นหนา แล้วให้ชาวบ้านที่มีอยู่ชักลากดึงจะเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำ ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะแรงชาวบ้านที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายนั้น ไม่อาจจะฉุดดึงรั้งเอาองค์พระทั้ง 3 องค์ที่ลอยปริ่ม ๆ น้ำอยู่ขึ้นมาได้ ไม่สำเร็จเพราะเชือกขาดรั้งเอาไว้ไม่อยู่ ประกอบกับกระแสน้ำเกิดปาฏิหาริย์ปั่นป่วนขึ้นมาเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ทำให้พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ จมหายลับสายตาไป ท่ามกลางความเสียดายของผู้คนที่มีอยู่ ซึ่งเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน พากันยกมือไหว้ท่วมศีรษะ บางคนก็พูดว่าไม่มีบุญเพียงพอที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ขึ้นมาได้ พวกตนไม่มีบุญวาสนาเพียงพอ ผู้คนในสมัยนั้นโจษขานกันไปต่าง ๆ นานา พากันคิดว่าอย่างนั้น คิดว่าอย่างนี้ ไปจนบางทีก็เลยเถิดไปไหนต่อไหน บ้างก็ว่าเทวดาฟ้าดินไม่โปรด หลวงพ่อก็ไม่ยอมมาประดิษฐานอยู่บนฝั่งน้ำ หากอัญเชิญขึ้นมาได้แล้วก็จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดทันที เรื่องราวการโจษขานกันไปมากมายนี้เลยทำให้ชาวบ้านพากันเรียกสถานที่ที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ มาสำแดงปาฏิหาริย์ลอยวนเวียนไปมาว่า “สามพระทวน” เรียกกันเรื่อยไปนานเข้าก็เพี้ยนกลายเป็น “สัมปทวน” กันไปในที่สุด จากนั้น ต่อมาพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ที่ลอยน้ำมาในแม่น้ำบางปะกงก็ล่องลอยกันไปเรื่อย ๆ องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี ไปผุดขึ้นที่ลำคลองวัดบางพลี ชาวบ้านอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานเอาไว้ที่วัดบางพลีได้โดยง่าย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพระพุทธรูปองค์นี้ท่านต้องการจะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงนี้ก็ได้ อีกองค์หนึ่งลอยออกไปที่บริเวณบ้านแหลม สมุทรสงคราม ชาวบ้านตีอวนได้องค์พระขึ้นมา แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม หรือในปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร อีกองค์หนึ่งผุดขึ้นมาที่หน้าวัดเสาธงทอน หรือ “วัดโสธร” ที่แม่น้ำบางปะกง มีชาวบ้านช่วยกันฉุดลากขึ้นมาด้วยเชือกอีกเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่อาจจะอัญเชิญขึ้นมาบนบกได้ มีผู้เสนอให้ไปเชิญอาจารย์ผู้ที่มีความรู้ทางด้านเวทมนต์คาถามา เพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาจากกระแสน้ำให้ได้ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ เมื่ออาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณท่านนั้นตั้งศาลเพียงตาขึ้นมาตามโบราณพิธีแล้วเอาสายสิญจน์ไปคล้องเอาไว้ที่พระหัตถ์ ตอนนี้เองปรากฏว่าอัญเชิญเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำริมตลิ่งของวัดเสาธงทอนได้อย่างง่ายดายมาก แต่เมื่อเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้องผู้มัดองค์ท่านแล้วดึงเข้ามาไม่เป็นผลอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดของผู้ที่พบเห็นเป็นอันมาก เมื่อนำพระพุทธรูปที่ลอยน้ำขึ้นมาได้ ชาวบ้านก็อัญเชิญเข้าไปประดิษฐานเอาไว้ในพระอุโบสถทันที รวมกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ที่มีอยู่ พระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏว่า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยลงรักปิดทองเอาไว้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นลักษณะของพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง คือ ศิลปะของเวียงจันทร์ มีการสร้างพระพุทธรูปลักษณะเช่นนี้กันทั่วไปที่ล้านช้างเวียงจันทร์ และหลวงพระบาง และเมืองอื่น ๆ ที่ภูมิภาคแถบนี้ ซึ่งดูได้จากพระพุทธรูปลักษณะเดียวกันที่เวียงจันทร์และหลวงพระบางตลอดจนอินโดจีน รวมทั้งทางภูมิภาคของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ชาวบ้านเลยพากันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ได้พระพุทธรูปองค์สำคัญนี้มา พากันมากราบไหว้กันมากมายในครั้งกระโน้น เล่าลือกันไปทุกสารทิศทีเดียว พากันเรียกท่านว่า “หลวงพ่อโสธร” ตามชื่อวัดที่เปลี่ยนมาจาก “เสาธงทอน” แล้วก็เป็น “หลวงพ่อโสธร” มาตราบกระทั่งปัจจุบันนี้ “หลวงพ่อโสธร” เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแปดริ้วหรือจังหวัดฉะเชิงเทราโดยแท้จริงตลอดมา “หลวงพ่อพุทธโสธร” หรือ “หลวงพ่อโสธร” หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร เท่าที่มองเห็นองค์หลวงพ่อโสธรอยู่ในปัจจุบันนี้ ผู้รู้เล่าว่าองค์จริงของหลวงพ่อพุทธโสธรนั้นเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่องค์เล็กกว่าที่เห็นกันอยู่ แต่เนื่องจากหลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่มีรูปลักษณ์งดงามมาก มีผู้เกรงว่าจะเป็นอันตราย อาจจะมีผู้ใจบาปมากระทำมิดีมิร้ายได้ จึงจัดการสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นขึ้นใหม่ แล้วเอาองค์จริงของหลวงพ่อโสธรประดิษฐานไว้ข้างในไม่ให้ใครเห็นจนบัดนี้

Wednesday, September 5, 2007

This season, many tournaments have played like majors



TULSA, Oklahoma: Tiger Woods usually goes on vacation after winning at Firestone, but that changed this year when it was moved to the week before the PGA Championship. He was at Southern Hills on Monday morning getting ready for the final major of 2007.
Considering how this year on the PGA Tour has gone, that might have felt like a vacation.
Golf has been one big grind this year, a seemingly endless supply of courses with deep rough, tricky pins and high scores.
Woods was the only player under par last week at the Bridgestone Invitational, which had the fewest number of players in red numbers at a regular PGA Tour event since the 1995 Tour Championship.
Southern Hills figures to be a solid test, typical of any major. But as Steve Stricker noted last week, "It seems like every week we're getting one of these."
Today in Sports

Woods said, "The golf courses are so much harder."
"Stevie and I were talking about this," he said, referring to his current caddie, Steve Williams. "Have we played a tournament yet where you had to go low? With our schedule of tournaments I've played in, that hasn't been the case at all."
And he is not alone.
One indicator that has surprised everyone from players to rules officials is birdies per round. The PGA Tour leader in that category has averaged at least 4.4 birdies per round every year since 1999. Going into the PGA Championship, the leader is Jonathan Byrd at 3.85.
If the trend continues - and it does not figure to get easier the next month - it would be the first time since 1990 that no one on the PGA Tour averaged more than four birdies per round.
Woods, who has never finished lower than fifth in that category, is currently at No. 39.
"It just gets to the point where every course is a long, long golf course with deep, deep rough," Davis Love III said. "It gets a little stressful. You can't get away with very much, and you have to be right on perfect. You miss a fairway, you're hard-pressed to get it back on the green. They keep lengthening courses that are already long. It's just tough."
Adam Scott was asked how many majors it feels as though he has played this year. He used his fingers to start ticking them off, and he wound up using both hands.
"Probably seven," he said, and this was before he went out for his first practice round at Southern Hills.
He mentioned the three majors that already have taken place.
There was the Wachovia Championship and The Players Championship in consecutive weeks. The International, which produced birdies and eagles galore, was replaced by the AT&T National at Congressional.
And don't forget Firestone, which several players figured was suitable for a U.S. Open without any gimmicks from the United States Golf Association.
"You've got to play for par these days," Scott said. "You used to have that one or two times a year, and that was a challenge. But every week it starts to get boring. It lacks imagination."
Four tournaments were won last year with a score in single digits under par, including the majors. There already have been seven such winning scores this year. Woods won Doral at 10-under 278; the year before, his winning score was 20-under 268.
PGA Tour rules official Slugger White says nothing was changed, and he was surprised to hear the average number of birdies per round was significantly down from last year.
"We don't think about birdies and bogeys," White said. "We're trying to give them the fairest and the best test. Our general philosophy is difficult and fair every day. There's not one ounce of difference in our philosophy this year at all."
So why such a tough year?
Some can be attributed to the change in the schedule, like Congressional replacing Castle Pines. Some of it is the weather, and look no further than Augusta National, where the frosty air and dry conditions led to Zach Johnson's winning at 1-over 289, the first time since 1956 that no one broke par at the Masters.
Two courses on the Florida swing were par 70s - the Honda Classic and Arnold Palmer Invitational - taking away two birdie chances.
Even so, some arrived at Southern Hills feeling either worn out or incapable of being surprised, however difficult the PGA Championship this week.
"It's gotten that way a little more as time goes on," Mark Calcavecchia said. "It seems like years ago, it was just kind of easy. The rough was never this deep week in and week out. I think the pin placements have gotten tougher over the years. Obviously, we're playing courses longer than we ever have. They're trying to combat technology a little bit with course conditions and course setups.

"But that's kind of a good thing," he added, "to know you don't have to go out and shoot really low."
Woods also is a fan of the tougher conditions. He often says he doesn't like tournaments won at 25 under par, where making a par means losing strokes to the field.
But is such a steady diet of pars good for the entertainment value of professional golf? "I think it's great," Woods said. "You've got to be smart.
"The golf ball doesn't go as crooked as it used to, so you have got to do something overall - making pins closer to the edges, the rough is certainly higher. You've got to do it, or guys will go low. If you give them a golf course that's pretty easy, they're going to tear it apart."
There's no telling what to expect at Southern Hills. Retief Goosen won the U.S. Open in 2001 in a playoff after finishing at 4-under 276. Nick Price won the PGA Championship in 1994 on the same course at 11-under 269, but that was in August, when the heat was stifling and the greens required more water to keep them alive.
There is one tradition at Southern Hills. In six previous majors, four of the champions are in the World Golf Hall of Fame.