Google
 

Thursday, September 6, 2007

ประวัติองค์หลวงพ่อพุทธโสธร

ประวัติหลวงพ่อพุทธโสธร
ประวัติวัดโสธรวรารามวรวิหารและหลวงพ่อโสธร


วัดโสธรวรารามวรวิหาร(ภาพปัจจุบัน)

วัดโสธรวรารามวรวิหาร

ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า “วัดหงส์” สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อพุทธโสธร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวเมืองเคารพนับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง ตามประวัติเล่าว่า เป็นพระพุทธรูปปาฏิหาริย์ลอยทวนน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงว่าจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้ เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้จนมีลักษณะดังที่เห็นในปัจจุบัน ทุกวันนี้จะมีผู้คนมามนัสการปิดทองหลวงพ่อโสธรกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพระอุโบสถหลังเก่าของวัดมีสภาพทรุดโทรม และคับแคบ ทางคณะกรรมการวัดจึงมีมติให้รื้อพระอุโบสถหลังเก่า และสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดยอัญเชิญพระพุทธโสธรองค์จำลองไปประดิษฐานไว้ ณ อาคารชั่วคราว เพื่อเปิดให้ประชาชนได้มานมัสการตามปกติ ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2530 โดยมีสำนักงานโยธาจังหวัดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ลักษณะพระอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบรัตนโกสินทร์ประยุกต์ ขณะอยู่ในระหว่างดำเนินการตกแต่งยังไม่เสร็จ เปิดให้นมัสการวัดธรรมดาเวลา 07.00 – 16.15 น. วันหยุดเวลา 08.00 – 16.30 น. บริเวณวัดโสธรฯ มีบริการร้านค้าจำหน่ายอาหารและสินค้าของที่ระลึกจากจังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนั้นบริเวณท่าน้ำของวัดมีบริการเรือหางยาวรับส่งผู้โดยสารระหว่างตลาดในตัวเมืองและวัดโสธรฯ และเรือบริการท่องเที่ยวลำน้ำบางปะกง




ประวัติหลวงพ่อโสธร
เดิมวัดโสธรวรารามวรวิหาร มีชื่อว่า “วัดหงส์” มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยมีประวัติที่เล่าสืบทอดกันมายาวนานมาก ครั้งแล้วกาลเวลาก็ผ่านไปอีก แม่น้ำบางปะกงไหลกัดเซาะตลิ่งพังลงมาวัดหงส์จึงหมดไป จึงมีการสร้างวัดขึ้นใหม่ โดยสร้างถัดขึ้นมาห่างจากตลิ่งของแม่น้ำบางปะกงถอยร่นเข้ามาพอสมควร ตอนนี้เองจึงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดเสาธงทอน” ที่เปลี่ยนเป็นชื่อนี้ก็เพราะเสาหงส์ที่มีอยู่เป็นเสาธงนั้นหักลงมาอีก จึงพากันเรียกชื่อ “วัดเสาธงทอน” กันทันที กาลเวลาเนิ่นนานต่อมาอีกการเรียกก็เพี้ยนไปเรื่อย จึงเปลี่ยนเป็น “วัดโสธร” ความจริงวัดโสธรแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อปีใดก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน เพียงแต่ทราบว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเท่านั้นเอง แล้วก็สร้างในสมัยเดียวกับหลวงพ่อบ้านแหลมที่แม่กลองหรือสมุทรสงคราม ที่มีผู้คนบูชากราบไหว้เพราะความศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน มีเรื่องราวที่เล่าขานกันมานานแล้ว ในครั้งโบราณว่าในกาลครั้งนั้น ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีพระพุทธรูปลอยน้ำมา 3 องค์ด้วยกันที่แม่น้ำบางปะกง พอมาถึงบริเวณสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อว่าอะไรก็ไม่ประจักษ์ ก็มีชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาทั้ง 3 องค์ จึงเกิดเอะอะโวยวายขึ้น ให้ช่วยกันอัญเชิญขึ้นมาบนฝั่ง ด้วยการเอาเรือออกไปอัญเชิญด้วยการช่วยกันยกขึ้นเรือ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะยกเอาขึ้นมาไม่ไหว จึงเปลี่ยนวิธีการเป็นเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้ององค์พระทั้ง 3 องค์อย่างแน่นหนา แล้วให้ชาวบ้านที่มีอยู่ชักลากดึงจะเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำ ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะแรงชาวบ้านที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายนั้น ไม่อาจจะฉุดดึงรั้งเอาองค์พระทั้ง 3 องค์ที่ลอยปริ่ม ๆ น้ำอยู่ขึ้นมาได้ ไม่สำเร็จเพราะเชือกขาดรั้งเอาไว้ไม่อยู่ ประกอบกับกระแสน้ำเกิดปาฏิหาริย์ปั่นป่วนขึ้นมาเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ทำให้พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ จมหายลับสายตาไป ท่ามกลางความเสียดายของผู้คนที่มีอยู่ ซึ่งเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน พากันยกมือไหว้ท่วมศีรษะ บางคนก็พูดว่าไม่มีบุญเพียงพอที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ขึ้นมาได้ พวกตนไม่มีบุญวาสนาเพียงพอ ผู้คนในสมัยนั้นโจษขานกันไปต่าง ๆ นานา พากันคิดว่าอย่างนั้น คิดว่าอย่างนี้ ไปจนบางทีก็เลยเถิดไปไหนต่อไหน บ้างก็ว่าเทวดาฟ้าดินไม่โปรด หลวงพ่อก็ไม่ยอมมาประดิษฐานอยู่บนฝั่งน้ำ หากอัญเชิญขึ้นมาได้แล้วก็จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดทันที เรื่องราวการโจษขานกันไปมากมายนี้เลยทำให้ชาวบ้านพากันเรียกสถานที่ที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ มาสำแดงปาฏิหาริย์ลอยวนเวียนไปมาว่า “สามพระทวน” เรียกกันเรื่อยไปนานเข้าก็เพี้ยนกลายเป็น “สัมปทวน” กันไปในที่สุด จากนั้น ต่อมาพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ที่ลอยน้ำมาในแม่น้ำบางปะกงก็ล่องลอยกันไปเรื่อย ๆ องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี ไปผุดขึ้นที่ลำคลองวัดบางพลี ชาวบ้านอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานเอาไว้ที่วัดบางพลีได้โดยง่าย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพระพุทธรูปองค์นี้ท่านต้องการจะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงนี้ก็ได้ อีกองค์หนึ่งลอยออกไปที่บริเวณบ้านแหลม สมุทรสงคราม ชาวบ้านตีอวนได้องค์พระขึ้นมา แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม หรือในปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร อีกองค์หนึ่งผุดขึ้นมาที่หน้าวัดเสาธงทอน หรือ “วัดโสธร” ที่แม่น้ำบางปะกง มีชาวบ้านช่วยกันฉุดลากขึ้นมาด้วยเชือกอีกเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่อาจจะอัญเชิญขึ้นมาบนบกได้ มีผู้เสนอให้ไปเชิญอาจารย์ผู้ที่มีความรู้ทางด้านเวทมนต์คาถามา เพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาจากกระแสน้ำให้ได้ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ เมื่ออาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณท่านนั้นตั้งศาลเพียงตาขึ้นมาตามโบราณพิธีแล้วเอาสายสิญจน์ไปคล้องเอาไว้ที่พระหัตถ์ ตอนนี้เองปรากฏว่าอัญเชิญเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำริมตลิ่งของวัดเสาธงทอนได้อย่างง่ายดายมาก แต่เมื่อเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้องผู้มัดองค์ท่านแล้วดึงเข้ามาไม่เป็นผลอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดของผู้ที่พบเห็นเป็นอันมาก เมื่อนำพระพุทธรูปที่ลอยน้ำขึ้นมาได้ ชาวบ้านก็อัญเชิญเข้าไปประดิษฐานเอาไว้ในพระอุโบสถทันที รวมกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ที่มีอยู่ พระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏว่า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยลงรักปิดทองเอาไว้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นลักษณะของพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง คือ ศิลปะของเวียงจันทร์ มีการสร้างพระพุทธรูปลักษณะเช่นนี้กันทั่วไปที่ล้านช้างเวียงจันทร์ และหลวงพระบาง และเมืองอื่น ๆ ที่ภูมิภาคแถบนี้ ซึ่งดูได้จากพระพุทธรูปลักษณะเดียวกันที่เวียงจันทร์และหลวงพระบางตลอดจนอินโดจีน รวมทั้งทางภูมิภาคของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ชาวบ้านเลยพากันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ได้พระพุทธรูปองค์สำคัญนี้มา พากันมากราบไหว้กันมากมายในครั้งกระโน้น เล่าลือกันไปทุกสารทิศทีเดียว พากันเรียกท่านว่า “หลวงพ่อโสธร” ตามชื่อวัดที่เปลี่ยนมาจาก “เสาธงทอน” แล้วก็เป็น “หลวงพ่อโสธร” มาตราบกระทั่งปัจจุบันนี้ “หลวงพ่อโสธร” เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแปดริ้วหรือจังหวัดฉะเชิงเทราโดยแท้จริงตลอดมา “หลวงพ่อพุทธโสธร” หรือ “หลวงพ่อโสธร” หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร เท่าที่มองเห็นองค์หลวงพ่อโสธรอยู่ในปัจจุบันนี้ ผู้รู้เล่าว่าองค์จริงของหลวงพ่อพุทธโสธรนั้นเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่องค์เล็กกว่าที่เห็นกันอยู่ แต่เนื่องจากหลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่มีรูปลักษณ์งดงามมาก มีผู้เกรงว่าจะเป็นอันตราย อาจจะมีผู้ใจบาปมากระทำมิดีมิร้ายได้ จึงจัดการสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นขึ้นใหม่ แล้วเอาองค์จริงของหลวงพ่อโสธรประดิษฐานไว้ข้างในไม่ให้ใครเห็นจนบัดนี้

No comments: